“ภิรมย์ชมจันทร์เต็มดวงทั่วหล้า” บทกวีผูกใจสองแผ่นดิน สานสัมพันธ์ 50 ปี มิตรภาพไทย–จีน
เมื่อวันนี้ (21 กันยายน 2569) ที่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน กรุงเทพมหานคร ได้เป็นเวทีแห่งมิตรภาพและแรงบันดาลใจ ในการจัดกิจกรรม “การสนทนาระหว่างกวีจีน–ไทย : ภิรมย์ชมจันทร์เต็มดวงทั่วหล้า” ภายใต้แนวคิดอันทรงพลัง “เมื่อบทกวีพาเรามาพบกันใต้จันทร์ดวงเดียว” กิจกรรมนี้จัดขึ้นเนื่องในวาระสำคัญที่ทั่วโลกต่างจับตามอง — การครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เวลา 09.00 น. จนถึง 16.15 น.

“ภิรมย์ชมจันทร์เต็มดวงทั่วหล้า” บทกวีผูกใจสองแผ่นดิน สานสัมพันธ์ 50 ปี มิตรภาพไทย–จีน


เมื่อวันนี้ (21 กันยายน 2569) ที่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน กรุงเทพมหานคร ได้เป็นเวทีแห่งมิตรภาพและแรงบันดาลใจ ในการจัดกิจกรรม “การสนทนาระหว่างกวีจีน–ไทย : ภิรมย์ชมจันทร์เต็มดวงทั่วหล้า” ภายใต้แนวคิดอันทรงพลัง “เมื่อบทกวีพาเรามาพบกันใต้จันทร์ดวงเดียว” กิจกรรมนี้จัดขึ้นเนื่องในวาระสำคัญที่ทั่วโลกต่างจับตามอง การครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เวลา 09.00 น. จนถึง 16.15 น.

งานดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบและเต็มไปด้วยความประทับใจ เริ่มต้นด้วยภาคเช้าในหัวข้อ “เมื่อบทกวีพบกัน — เสียงกวีไทย–จีน บนพรมแดนแห่งภาษา” โดยกวีชั้นนำของไทย ได้แก่ ชมัยภร บางคมบาง, ศักดิ์สิริ มีสมสืบ และจิระนันท์ พิตรปรีชา ร่วมกับคณะกวีผู้ทรงเกียรติจากสาธารณรัฐประชาชนจีน คือ หลิว หลิว, เฉิน หยง และจาง ยุ่ยจวิน ได้ขึ้นเวทีอ่านบทกวีและแบ่งปันเรื่องราวเบื้องหลังผลงาน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและความเคารพซึ่งกันและกัน ต่อมาในภาคบ่าย เป็นการเสวนาเชิงลึกภายใต้หัวข้อ “เสียงกวีข้ามขุนเขาและทะเล เชื่อมสองแผ่นดิน” โดยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสองประเทศ ได้แก่ ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา, โชคชัย บัณฑิต, อาจารย์สุนีย์ ลีลาพรพินิจ พร้อมด้วยคณะกวีจากจีน ที่ร่วมกันถ่ายทอดมุมมองอันทรงคุณค่าเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรม วรรณกรรม และความผูกพันของประชาชนที่ไม่มีวันขาดจากกัน ในโอกาสสำคัญเช่นนี้ อาจารย์จุฑามาศ ณ สงขลา เลขาธิการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงานอย่างครอบคลุมและลึกซึ้ง ถึงความหมายและความสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ที่ยิ่งใหญ่กว่าการแลกเปลี่ยนทางวรรณกรรมทั่วไป อาจารย์จุฑามาศ กล่าวเปิดว่า “ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เติบโตและก้าวหน้าไปในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง การค้า การลงทุน หรือการท่องเที่ยว แต่สิ่งที่ผมเชื่อมั่นว่าจะยังคงยืนยงและไม่มีวันจางหายไป แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด นั่นคือความผูกพันทางวัฒนธรรม ความเข้าใจ และความรู้สึกที่ดีต่อกันระหว่างประชาชนของทั้งสองชาติ”


ท่านขยายความต่อว่า “การที่เรามารวมตัวกันที่นี่ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะเรารักในบทกวีเท่านั้น แต่เพราะเราตระหนักดีว่า บทกวีและวรรณกรรมเป็นภาษาสากลที่ทะลุผ่านขอบเขตของภาษา พื้นที่ และเวลา เป็นสะพานทองที่ทอดยาวข้ามภูเขาและทะเล เชื่อมใจคนไทยและคนจีนให้ใกล้กันได้มากกว่าที่สนธิสัญญาหรือข้อตกลงใดๆ จะทำได้ เมื่อเราอ่านบทกวีด้วยใจ เราจะพบว่า สิ่งที่เรามีร่วมกันนั้นมากกว่าสิ่งที่แตกต่างกัน — ความรักต่อบ้านเกิด ความเคารพต่อผู้อาวุโส ความปรารถนาดีต่อเพื่อนบ้าน และความหวังที่จะเห็นลูกหลานมีอนาคตที่สดใส สิ่งเหล่านี้คือรากร่วมที่ยึดโยงสองแผ่นดินนี้ไว้ด้วยกันมาอย่างยาวนาน”

เมื่อถึงทิศทางการเดินหน้าต่อ อาจารย์จุฑามาศ ย้ำว่า “งานวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เราต้องไม่ปล่อยให้พลังแห่งมิตรภาพที่เกิดขึ้นจางหายไปพร้อมกับการจบงาน แต่ต้องขยายผลออกไปสู่ทุกภาคส่วน ตั้งแต่ในห้องเรียน มหาวิทยาลัย ไปจนถึงชุมชนและสังคมโดยรวม โดยเฉพาะเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของเรา เราต้องช่วยกันปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจ และความรักในวัฒนธรรมซึ่งกันและกันไว้ในใจของพวกเขา เพื่อให้สายใยไมตรีนี้ยังคงเจริญงอกงามต่อไปอีก 50 ปี และยาวนานกว่านั้นอีกหลายเท่าตัว”


ส่งท้ายคำให้สัมภาษณ์ด้วยถ้อยคำที่กินใจ “ขอให้แสงจันทร์ดวงเดียวที่ส่องสว่างเหนือทั้งกรุงเทพฯ และปักกิ่ง เป็นสัญลักษณ์ของความสมานฉันท์ ที่ไม่ว่ากาลเวลาจะหมุนไปเพียงใด ประชาชนไทยและจีนจะยังคงยืนเคียงข้างกัน ด้วยความจริงใจ ความไว้วางใจ และมิตรภาพที่ไม่มีพรมแดน”


ด้าน ดร.ประกาย ณ สงขลา ผู้นำคณะสภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน เข้าร่วมงานพร้อมด้วยคณะผู้บริหารและทูตวัฒนธรรมของสภา ได้แสดงความชื่นชมและเน้นย้ำบทบาทสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ว่า “สภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน มีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ทรงคุณค่าเช่นนี้ การเชื่อมโยงวัฒนธรรมระหว่างอาเซียนและจีน ไม่เพียงแต่ส่งเสริมความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับความร่วมมือในทุกด้านต่อไป”

ดร.ประกาย กล่าวต่อว่า “พลังของวัฒนธรรมคือพลังที่ยั่งยืนที่สุด เมื่อผู้คนรู้จักและเข้าใจกันผ่านทางศิลปะ วรรณกรรม และวิถีชีวิต ความร่วมมือที่ตามมาจะเต็มไปด้วยความไว้วางใจและความจริงใจ สภา ฯ พร้อมที่จะเป็นสื่อกลาง สานต่อความสัมพันธ์อันดีนี้ให้แผ่ขยายออกไปสู่วงกว้าง ทั้งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การศึกษา และกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อให้ประชาชนของเราได้รับผลดีจากความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นนี้อย่างแท้จริง” ปิดท้ายด้วยบทสัมภาษณ์ของ คุณบงกช ศรีมังคละ ผู้รับหน้าที่เป็นพิธีกรนำขบวนงานตลอดทั้งวัน ด้วยการนำที่เป็นธรรมชาติ อบอุ่น และเชื่อมโยงทุกช่วงเวลาเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยเสน่ห์และความประทับใจ คุณบงกช กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้รับหน้าที่สำคัญนี้ว่า “การได้ยืนอยู่ที่นี่ ในวันนี้ ในฐานะส่วนหนึ่งของงานที่มีความหมายยิ่งใหญ่เช่นนี้ ถือเป็นเกียรติและโอกาสที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งในชีวิต ที่ได้เห็นผู้รักในบทกวีและวัฒนธรรมจากสองแผ่นดิน มารวมตัวกันภายใต้แสงจันทร์ดวงเดียว ด้วยความปรารถนาดีเดียวกัน”ท่านกล่าวต่อถึงความสำเร็จของงานว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เมื่อเรามีใจเปิดกว้างและพร้อมที่จะรับฟังกัน ไม่มีอะไรที่เป็นอุปสรรค ความสามารถและศักยภาพที่ทุกฝ่ายได้แสดงออกในวันนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจที่ส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง ให้เห็นว่าการอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพและความรัก คือหนทางที่ดีที่สุด ทั้งสองประเทศต่างมีความสามารถที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่งดงาม และเมื่อเราร่วมมือกัน สิ่งที่ได้จะยิ่งยิ่งใหญ่และมีความหมายมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว”“ขอให้เสียงบทกวีที่ดังขึ้นในวันนี้ คงดังก้องอยู่ในใจทุกคน และเป็นพลังที่นำพาให้เราเดินหน้าสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ร่วมกันต่อไป ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ความผูกพันระหว่างไทยและจีนจะยังคงสดใส เหมือนจันทร์เต็มดวงที่ส่องแสงสว่างอยู่เหนือเราทุกคน ตลอดไป” คุณบงกช กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น


ทุกคำกล่าวและทุกเสียงในวันนี้ ล้วนส่งถึงข้อความเดียวกัน — ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนไม่ได้ขึ้นอยู่กับกาลเวลาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของพวกเราทุกคน ที่จะรักษา สานต่อ และขยายผลแห่งมิตรภาพนี้ให้ยืนยงคู่สองแผ่นดิน สืบไป
